Aram Pokmanee  (211 views)
Aram hasn't updated their status in a while...

Sex /  Age

Male /  25

Location

Bangkok, Thailand

Birthday

May 17
 
Advertisement

Info

http://arm5556.hi5.com - Send it to your friends

Sex /  Age

Male /  25

Birthday

May 17

Location

Bangkok, Thailand

Languages

English
 

Interests

Computer Programming

Favorite Music

Bird
 

Favorite Music Video

Kiss-Because I'm a girl
 

Favorite Movies

Always, sunset on third street
 

Favorite Quote

"When written in Chinese, the word 'crisis' is composed of two characters - one represents danger, and the other represents opportunity.
 

hi5 Games

Play hi5 Games

Aram hasn't played any games recently.

 

hi5 Gifts

Give a Gift    Get hi5 Coins    View all

Aram has no unwrapped gifts.
 

Comments | View All Entries

Leave a comment for Aram

Aug 31 8:45 AM
 
อ่ะนะ ใครก็ไม่รู้ถ่ายให้

เก๊งเก่งเนอะ อิอิ^^
 
Aug 30 10:21 PM
 
เป็นงัยบ้าง

สบายดีเป่า??

อิอิ
 
Aug 18 10:46 AM
 
แน่นอนนนน จ้า

อุตส่าห์ ดูด รูป มาจาอารัมภ์ตั้งเยอะแยะ


อิอ
 
Aug 17 8:43 PM
 
น่ารักทุกรูปเลยช่ายม๊าาาา...

ตากล้องดีก้องี้แหละ อิอิ^^
 
Aug 17 7:17 PM
 
sss
Add Glitter to Pictures

.......Meeting เพื่อนรัก สามเสน 3/9 No.4 @Reflecsion ซ.อารีย์3 v v v v v <16/08/09>

>.....Meeting เพื่อนรัก สามเสน 3/9 No.3 <23/05/09>

......Meeting เพื่อนรัก สามเสน 3/9 NO.2 <25/10/08>
..........Meeting สามเสน_3/9 No.1 (29 /07/ 08)
 
Aug 17 12:58 AM
 
อารัมภ์ๆๆๆๆๆๆๆๆๆ



แต๊งกิ้วๆน๊า


ไป ดูดๆๆๆๆๆ รูป มาแล้ววว



อิอิ



รวดเร็วทันใจมั่ก มากกกกกกกก




(อิอิ ม่ายเหมือน รุ่น สาวๆ ที่อัพช้า โนะ )




^__^

อ่อ ลืมไป ว่าอยู่ รอยเตอร์ ทุกอย่างต้องรวดเร็ววววววววววว




อิอิ
 
Aug 4 9:14 PM
 
มานัด Meeting สามเสน 3/9 จ้า


สรุปเลยน๊า ^^


วันอาทิตย์ที่ 16 สค. นี้ นัดกันเลยนะจ๊ะ


ตอน 6 โมง เย็นน๊า


เดี๋ยว สถานที่ จาลองนัดอีกที


คอนเฟริ์มเราด้วยนะ ว่า ไปได้ และ เสนอร้าน กันมาได้เลยจ้ะ



จบการรายงานข่าว จ้า



^__^
 
Jul 11 5:46 AM
 
อารัมภ์ รูปนี้สวยนะ ดูดีเลย รู้สึกว่าเปลี่ยนทุกที่นะ ทั้ง hi5 multiply ฮ่าๆๆๆ
 
Jul 8 9:41 AM
 
ช่วงนี้ เรายุ๊ง ยุ่ง อ่ะ อารัมภ์

เลยมะได้นัด meeting เลยอ่ะ

แงๆๆๆๆ
 
Jun 23 9:01 AM
Gibby says:
 
อ่ายยยยแม้ว (คุณเมี๊ยว) เปิดมาก็ขอยลหมดแล้ว ถ่ายรูปแต่ละรูปใช้เวลาเข้าจายแล้วว่าทำไม ถ่ายสวยดีนะ ไม่ธรรมดา โฮะๆ
 
Jun 13 9:00 AM
 
Thank you Aram Pokemanee
How are you?
Take care.
 
Jun 9 6:23 PM
 
อารัม พอดีคนขับรถตู้เค้าถามมาว่าจะให้มารับที่ไหน เมี้ยวว่าไม่ป้ายรถเมล์ตรงวัดเสมียนก็BTS หมอชิต ฝากอารัมถามน้องไอซ์เเล้วบอกเมี้ยวด้วยนะ ของเมี้ยวกับจิ๊บตรงไหนก็ได้เเล้วเเต่อารัมกับน้องไอซ์เลย
 
May 24 8:10 PM
 
รูปๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ





^__^
 
May 21 10:54 PM
 
คติธรรม กรรมและวิบากกรรมที่ควรรู้

ทุก ๆ ชีวิตที่เกิดมาในโลกนี้ ล้วนต้องตกอยู่ภายใต้กฎของธรรมชาติ นั้นก็คือวัฏฏะ ๓ อย่างวัฏฏะแปลว่า วนหรือวงเวียน คือกิเลส-กรรม-วิบาก กิเลสเป็นเหตุให้กระทำกรรม กรรมเป็นเหตุให้เกิดผลคือวิบาก การทำกรรมดีบ้าง กรรมชั่วบ้าง เมื่อทำกรรมแล้วก็เกิดผลแห่งกรรมที่กระทำ เรียกว่าวิบาก

ผลของวิบากปรุงแต่งให้บุคคลบางคนในโลกนี้ เกิดมาแล้วมีผิวพรรณวรรณะดี มีความเป็นอยู่ที่ดี สถานที่เกิดก็ดี มีสุขไม่ค่อยเดือดร้อน มีชีวิตที่สบาย มีสถานที่ ๆ อยู่สบาย อาหารการกินไม่ลำบาก มีญาติมิตรดี มีบริวารมาก เป็นผู้มีทรัพย์มาก แต่เพราะกรรมบางอย่างที่กระทำไว้ ตั้งแต่อดีตชาติก็ดี หรือปัจจุบันก็ดี ส่งผลให้ชีวิตต้องเปลี่ยนไป กลายเป็นคนตกอับ ศูนย์สิ้นทุกสิ่งก็มี

บุคคลบางคนในโลกนี้ เกิดมาแล้ว มีผิวพรรณวรรณะไม่ดี มีความเป็นอยู่ที่ลำบาก สถานที่เกิดก็แห้งแล้งลำบากขัดสน ไม่ค่อยมีกิน ไม่ค่อยมีใช้ เปรียบดังตกนรก เช่นคนที่เกิดในแอฟฬิกาเป็นต้น นี่เป็นตัวอย่างเพียงเล็กน้อยที่ยกมาชี้ให้เห็น ให้เข้าใจ

สรุปสิ่งที่เป็นไปในชีวิตของคนที่เกิดมาในโลกใบนี้ ล้วนมีผลมาจากกรรมที่กระทำไว้เป็นตัวส่งผลให้ชีวิตของคนที่เกิดมา มีความเป็นไปต่าง ๆ นาๆ ที่เรียกว่าวิบาก จึงควรพิจารณาให้เข้าใจเพื่อความไม่หลงให้จิตเป็นทุกข์ นี้เรียกว่าการกำหนดรู้ในทุกข์

ดังคำกล่าวไว้ในบทสวดมนต์แผ่เมตตาว่า “สัตว์ทั้งหลายทั้งปวงมีกรรมเป็นของๆตน มีกรรมเป็นผู้ให้ผล มีกรรมเป็นแดนเกิด มีกรรมเป็นผู้ติดตาม มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย จักทำกรรมอันใดไว้ เป็นบุญหรือเป็นบาป จักต้องเป็นผู้ได้รับผล ของกรรมนั้น ๆ สืบไป”

เพราะฉะนั้นเราจึงต้องหันมาประพฤติธรรม เป็นกรรมใหม่ จึงจะได้รับผลของวิบากอันเป็นสุข การประพฤติธรรมก็เปรียบดังการปฏิวัติจิตใจของเรา ให้มีการคิดใหม่ทำใหม่อยู่อย่างสม่ำเสมอในจิตใจของเรา ถ้าไม่เช่นนั้นจิตของเราก็มีแต่จะอยู่ในวงจรของการคิดรู้ ด้วยความรู้สึกยินดี ยินร้าย พอใจ หรือไม่พอใจ เป็นอยู่อย่างนั้นตลอดเวลา การปฏิบัติธรรมก็คือการสร้างความคิดรู้ และความรู้สึกเสียใหม่ คือความรู้สึกที่ปล่อยวาง และวางเฉยเสียได้ นี้เรียกว่าเป็นจิตธรรมหรือกุศลจิต ควรทำให้มีการเกิดขึ้นในจิตอยู่เสมอ ที่เรียกว่าเพียรชอบ

ความยินดี ยินร้าย พอใจ หรือไม่พอใจ คืออาการของกิเลส อาการของความยึดมั่น ถือมั่น ที่เป็นเหตุให้เกิด ตัญหา โลภะ โทษะ โมหะ นี้คือจิตที่เรียกว่าอกุศลจิตเป็นสิ่งควรละ จึงต้องมีการกำจัดอาการเหล่านี้ไม่ให้มีในจิตในใจของเรา การจะละอกุศลจิตก็ต้องอาศัยการอบรมจิตอยู่อย่างสม่ำเสมอ ว่าเราจะไม่ยินดี ยินร้าย พอใจหรือไม่พอใจ ต่อการได้เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ได้ลิ้มรส ได้สัมผัสทางกายมีเย็นหรือร้อน อ่อนหรือแข็ง และการตามดูที่จิตใจอย่าให้หลงความคิดเรื่องในอดีต การทำได้เช่นนี้เรียกว่าเป็นผู้รู้สังวรอินทรีย์ ถ้าทำได้เช่นนี้เป็นประจำ ไม่ช้าจิตนี้ก็เกิดความสงบ เกิดเป็นบุญเรียกว่าบุญอันเกิดจากการภาวนา หรือภาวนามัย ท่านทั้งหลายจงพากันตั้งใจปฏิบัติธรรมกันเทิด ท่านจะได้พบความสุขอันแท้จริง ขอเจริญพร พระอุดม วัดป่าหนองเลง
 
May 18 5:33 PM
 
เจริญพร ยินดีได้รู้จัก คุณโยมสนใจอ่านบทความธรรมะก็มาอ่านได้นะจะได้

นำไปใช้ปฏิบัติในชีวิตประจำวัน หรือปฏิบัติเป็นอยู่แล้วจะมาพักที่วัดก็ได้

ขอความเจริญในธรรมจงมีแก่คุณโยมและคุ้มครองรักษาให้อยู่เย็นเป็นสุขนะ

ขอเจริญพร
 
May 18 5:32 PM
 
ธรรมกับชีวิตประจำวัน เพื่ออุทิศบุญนี้ให้กับพ่อหลวงของเรา

มาปฏิบัติธรรมะเเบบง่ายๆกันเถอะโดยไม่ต้องไปอยู่วัด แต่ให้ปฏิบัติกับการใช้ชีวิตประจำวันในทุกอิริยาบถเพื่อให้เกิดสมาธิในการเรียนหรือการทำงาน และการใช้ชีวิตอยู่ในความถูกต้อง เป้าหมายของการปฏิบัติธรรมก็คือต้องการให้จิตเป็นธรรม หรือการรู้ชำระจิตให้สะอาด หรือต้องการให้ธรรมะตั้งมั่นอยู่ในจิต จนจิตรวมตัวเป็นหนึ่งก็คือความเป็นสมาธินั้นเอง

ดังนั้นจึงต้องดำเนินจิตไปตามขั้นตอนเป็นบันใด ๓ ขั้น คือการทำความเพียรชอบก่อนจนจิตมีความรู้ตัวจึงไปสู่ความมีสติชอบ คือสามารถพิจารณาทำความรู้ถอนความพอใจ หรือไม่พอใจใน กาย เวทนา จิต ธรรม ได้ และจะทำให้จิตไปสู่ในขั้นสัมมาสมาธิได้ต่อไป

เพราะฉะนั้นเราจึงจะต้องรู้ว่า อะไรคือธรรม ธรรมในพระไตรปิฎกรวบรวมไว้ได้ถึง ๘๔.๐๐๐ พระธรรมขันธ์ เมื่อย่อแล้วก็เหลือเพียง ๒ นั้นก็คือ กุศลธรรม และ อกุศลธรรม คำว่ากุศลธรรม ก็หมายถึงธรรมขาวหรือฝ่ายดี ส่วน อกุศลธรรมก็คือธรรมฝ่ายดำฝ่ายชั่ว ฝ่ายกิเลส ธรรมนี้เกิดอยู่ที่ไหน ตอบเกิดอยู่ที่จิตของเรานี้เอง และเราก็รับเอามาไว้ในจิตของเราตลอดเวลา

คนเราที่มีความทุกข์ ก็เพราะเรารับเอา อกุศลธรรม มาไว้ในจิตตลอดเวลา ไม่เคยละเคยวาง ไม่กำจัดออกไปเราจึงประสบแต่ความทุกข์ใจอยู่เสมอๆ เพราะฉะนั้นการปฏิบัติ ต้องทำบันใดขั้นที่ ๑ ก็คือต้องทำให้จิตของเราเป็นฝ่าย กุศลธรรม ไม่ใช่ให้เป็นฝ่าย อกุศลธรรม อกุศลธรรมเป็นต้นเหตุแห่งทุกข์ทั้งหลาย ส่วนกุศลธรรมเป็นต้นเหตุแห่งความสุขใจและความสงบใจ และเป็นยานพาหะนะนำไปสู่ความหลุดพ้น คือพระนิพพาน อกุศลธรรม คืออะไร? และเกิดได้อย่างไร?

อกุศลธรรม คืออารมณ์ หรือความรู้สึกที่มีความพอใจ หรือไม่พอใจ หรือความยินดี และยินร้าย เกิดอย่างไร คือเกิดได้ด้วยการรับรู้ทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจที่คอยคิดนึกในทางไม่ดี เมื่อ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ ได้สัมผัสรับรู้ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสเย็นหรือร้อนอ่อนหรือแข็ง หรือใจที่คิดนึกแล้ว ก็จะเกิดความรู้สึกขึ้นมาคือความพอใจหรือไม่พอใจ หรือความยินดี ยินร้าย นี้คือลักษณะของจิตที่เป็น อกุศลธรรม

ฉะนั้นหน้าที่เราก็คือคอยละคอยวางเฉยต่อความพอใจหรือไม่พอใจ หรือความยินดียินร้าย ต่อสัมผัส ต่าง ๆ และใจที่คอยคิดนึกด้วยการภาวนาหรือการคิดนึกอยู่ในใจเสมอๆ ว่าเราจะระวังไม่ให้จิตของเราเกิดความพอใจหรือไม่พอใจ หรือยินดียินร้าย ต่อสัมผัสอันเกิดจาก ตาได้เห็น หูได้ยิน จมูกได้กลิ่น ลิ้นได้ลิ้มรส กายได้สัมผัสเย็นหรือร้อนอ่อนหรือแข็ง และใจที่คอยจะคิดนึกถึงเรื่องราวในอดีต อกุศล เป็นต้นเหตุแห่งความไม่สงบเพราะมันคือตัวกิเลส และตัวความยึดมั่นถือมั่น ถ้าไม่ละก็จะเกิดเป็นอนุสัยกิเลสนอนเนื่องอยู่ในใจ
เพราะฉะนั้นการปฏิบัติธรรมก็เพื่อกำจัดกิเลสให้ออกไปจากจิตจากใจ การปฏิบัติธรรมแบบนี้สามารถกระทำได้ในทุกอิริยาบถ มียืนเดินนั่งนอนดื่มกินทำพูดคิดแม้กระทั่งอุจจาระ หรือปัสสาวะ ไม่มีสถานที่ ไม่มีกาล ไม่มีเวลา สิ่งที่ควรรู้อีกอย่างคือ ชีวิตทุกชีวิตที่เกิดมาในโลกนี้ล้วนมีวิบากอันเป็นผลของกรรมดี หรือกรรมชั่วที่เคยทำไว้ในอดีตชาติก็ดี หรือปัจจุบันชาติก็ดีคอยจัดให้เป็นไปต่างๆนาๆ วิบากนี้แหละคือกฎของธรรมชาติ ชีวิตที่ต้องประสบเคราะห์กรรมทั้งดีและร้าย การปฏิบัติธรรมจะช่วยให้จิตของเราไม่หลงยินดี หรือยินร้าย จนเป็นเหตุให้ทุกข์ ก็เพราะเราเข้าใจในความเป็นไปในผลของวิบากกรรมที่ได้รับอยู่และเป็นการรู้เหตุและผล ว่าอดีตเหตุปัจจุบันผล ปัจจุบันเหตุอนาคตผล จิตของเราจะไม่ยินดีหรือยินร้าย ต่อสิ่งทั้งหลาย เพียงสักแต่ว่ารู้ เพียงแต่รับรู้แต่ไม่รับรส จิตของเราก็จะเข้าสู่ความสงบได้โดยง่าย นี่แหละคือก้าวแรกสู่การรู้ตัว

ก้าวต่อไปเป็นบันใดขั้นที่ ๒ คือเราสามารถเกิดความรู้ตัวสติ คือรู้ทางกายก็สามารถถอดถอนความพอใจ หรือไม่พอใจออกเสียได้ รู้ทางเวทนา ก็ถอดถอนความพอใจ หรือไม่พอใจออกเสียได้ รู้ทางจิตก็ถอดถอนความพอใจ หรือไม่พอใจออกเสียได้ และรู้ทางธรรมอันเป็นสภาวจิตชั้นสูงก็สามารถถอดถอนความพอใจ หรือไม่พอใจออกเสียได้

เมื่อถึงเวลาจะนั่งสมาธิซึ่งเป็นการปฏิบัติในขั้นที่ ๓ ก็เพียงคอยตามดูจิตอย่าให้หลงมาร ลักษณะมารมี ๕ อย่างคือ ๑ ขันธ์มาร คือการทำร่างกายไม่พร้อมก็เป็นมาร ๒ กิเลสมาร คือการทำจิตไม่ดีพร้อมคือไม่สังวรอินทรีย์ให้ดีพอก็เป็นมาร ๓ อภิสังขารมารคือมารที่จะมาคอยหลอกให้เราคิดที่จะอยากทำสิ่งต่างๆอยากมีอยากเป็นต่างๆ ๔ มัจจุมาร คือความตายที่จะมาพรากชีวิตของเราเสียก่อนที่จะปฏิบัติให้สำเร็จ และ ๕ คือ เทวปุตมาร คือมารที่จะคอยเอาเรื่องความสุขต่างๆในอดีตมาหรอกให้เราหลง เพราะมารจะคอยขัดขวางไม่ให้จิตสงบโดยจะเอาภาพ และเรื่องราวต่าง ๆ ในอดีตมาทำให้หลง

จะยกตัวอย่างตอนที่พระพุทธเจ้าจะตรัสรู้ธรรม มารได้ยกเสนามารมาขัดขวางไม่ให้บรรลุธรรม ฉะนั้นเมื่อเราจะนั่งสมาธิพึงรู้กิจที่จะต้องทำคือคอยตามดูมาร เมื่อมารเอาอะไรมาให้รู้ก็ให้รู้ทันมาร และบอกกับมารว่าเรารู้แล้วมารไม่ต้องมาอีก ทำเหมือนกับที่พระพุทธเจ้าทำเมื่อรู้ทันมารพระพุทธเจ้าจะขับไล่มารไปทุกครั้ง อย่าได้เพียรเพ่งดูจิตเฉย ๆ เพราะจะเป็นโมหะหรือความหลงได้ แต่เพียรรู้จิตตามความเป็นจริงโดยไม่ยินดียินร้าย คอยรู้ให้ทันแล้วถอนความพอใจหรือไม่พอใจออกเสียได้ จึงจะเป็นการเจริญสติอย่างถูกต้อง จิตจะเข้าสู่ความเป็นสัมมาสมาธิโดยสงัดแล้วจากกิเลสกามทั้งหลาย สงัดแล้วจากอกุศลธรรมทั้งหลาย
ผู้ใดเข้าถึงกุศลธรรมจนเป็นเอกัคคตาจิต คือจิตมีอารมณ์หนึ่งเดียวเป็นธรรมตั้งมั่นเป็นหนึ่งเดียว ก็จะเข้าใจในคำที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า "ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นชื่อว่าเห็นเราพระตถาคต"

เรามาปฏิบัติธรรมกันเทิดเพื่อสันติสุขอันแท้จริง
-----------------------------------------------------------------------------------------------
 
May 18 5:32 PM
 
คติธรรมใน เขมาเขมะสรณะทีปิกะคาถา นั้นว่า

“ มนุษย์เป็นอันมาก เมื่อเกิดมีภัยคุกคามแล้ว ก็ถือเอาภูเขาบ้าง ป่าไม้บ้าง อาราม และรุกขเจดีย์บ้าง เป็นสรณะ
นั้นมิใช่สรณะอันเกษม นั้นมิใช่สรณะอันสูงสุด
เขาอาศัยสรณะ นั้นแล้ว ย่อมไม่พ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้
ส่วนผู้ใดถือเอาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นสรณะแล้ว
เห็นอริยสัจ คือความจริงอันประเสริฐสี่ประการ ด้วยปัญญาอันชอบแล้ว
คือเห็นความทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ความก้าวล่วงทุกข์เสียได้
และหนทางมีองค์แปดอันประเสริฐ เครื่องถึงความระงับทุกข์
นั้นแหละ เป็นสรณะอันเกษม นั้นเป็นสรณะอันสูงสุด
เขาอาศัยสรณะ นั้นแล้ว ย่อมพ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้.”

นี่คือสิ่งที่พระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสสั่งสอนไว้ ฉะนั้นพวกเราชาวพุทธควรจดจำไว้ให้ดี ไม่ควรเชื่อในสิ่งอันไม่มีเหตุ ไม่มีผล เพราะพระพุทธองค์ทรงตรัสสอนแต่เรื่องเหตุและผล เช่นอดีตเหตุ ปัจจุบันผล ปัจจุบันเหตุ อนาคตผล

ฉะนั้นการที่เราจะเชื่อในเรื่องของเทพเจ้าต่างๆ หรือการที่เราจะเซ่นทรวงอ้อนวอนขอร้องให้ท่านมาช่วยเราให้พ้นทุกข์ ย่อมเป็นไปไม่ได้เลย
เพราะทุกข์ทั้งหลายเกิดที่จิตใจ เราจะพ้นทุกข์ได้ ก็อาศัยการปฏิบัติธรรม ตามหลักในมรรคมีองค์แปดประการ เช่นการทำความเพียรชอบ คือเพียรละจิตที่เป็น อกุศล อันเป็นกิเลส อันเป็นเหตุให้เกิดอัตตาตัวตน และเกิดโลภะ โทสะ โมหะ ความยินดี ยินร้าย หรือความพอใจ ไม่พอใจ ต่อการได้เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ได้ลิ้มรส ได้สัมผัสทางกายต่างๆ และการคิดนึกเรื่องราวต่างๆที่ผ่านไปแล้ว นี้แหละเป็นสาเหตุแห่งการเกิดทุกข์
ถ้าเราภาวนาอบรมจิตใจของเราอยู่เสมอๆ ด้วยการคิดนึกที่จะระวัง สังวรอิทรีย์ คือสังวรระวัง ไม่ให้หลงยินดี ยินร้าย พอใจ หรือไม่พอใจ ต่อการได้เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ได้ลิ้มรส ได้สัมผัสทางกายมีเย็นหรือร้อนอ่อนหรือแข็ง และจิตใจที่จะคอยคิดนึกเรื่องที่เก่าๆที่ผ่านไปแล้ว คือทำความรับรู้ทุกสิ่งได้ แต่อย่ารับรส เมื่อเราละความรู้สึกเหล่านั้นได้จิตก็จะเป็นกุศลจิต เป็นบุญ เป็นความว่าง เป็นความเข้าถึงความสงบ และเป็นความสุข
นี่แหละคือข้อปฏิบัติให้พ้นทุกข์ได้ และเป็นแนวทางของการเจริญสติ

อีกอย่างหนึ่งทุกชีวิตที่เกิดมาล้วนมีวิบาก อันเกิดจากอดีต หรือปัจจุบันเป็นเหตุให้เราต้องรับสุขและทุกข์ เมื่อเราเจริญความเพียรรู้ละ อกุศลได้ และให้จิตมีกุศลตั้งมั่นได้เราก็มีธรรมเป็นเครื่องคุ้มครองชีวิตให้อยู่เย็นเป็นสุข
ดังคำที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ว่า “ ธรรมย่อมคุ้มครอง ผู้ประพฤติธรรมเป็นนิต”
---------------------------------------------------------------------------------

ขอฝากคติธรรมให้ทุกๆคน เตือนสติตนเอง

ท่านทั้งหลายอย่าได้ประมาทคนเราเวลาจะตายจะเกิดจิตขึ้นมาดวงหนึ่งมีชื่อว่า “จุติจิต” จิตดวงนี้

จะอาศัย กุศลหรือ อกุศลเป็นเหตุให้เกิด แล้วจะดับไปเกิดเป็นปฏิสนธิจิตขึ้นมา กุศลเป็นเหตุให้

เกิดในสุขติภูมิ คือสวรรค์ อกุศลเป็นเหตุให้เกิดในทุคติภูมิ คือนรก ถ้าเราไม่รีบเพียรทำให้จิต

เป็นกุศล โอกาสที่จะไปเกิดในทุคติภูมิคือนรกจะมีมากกว่า

เพราะฉะนั้นจงรีบมาปฏิบัติธรรมกันเถิด ผู้ประมาทได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่ตายแล้ว ส่วนผู้ไม่ประมาทได้

ชื่อว่าเป็นผู้ไม่ตาย คือไม่ตายเสียจากความดี ความเพียรละจิตที่เป็นอกุศลควรทำในวันนี้ ใครเล่าจะรู้ว่าความตายจะมีในวันพรุ่งนี้

ความเพียรภาวนาเป็นเรื่องทำไม่ยากแค่ปล่อยวางอารมณ์ หรือความรูสึก ความพอใจ หรือไม่พอ ใจต่อการได้เห็น

การได้ยิน การรับรู้กลิ่น การลิ้มรส และการสัมผัสเย็นหรือร้อน อ่อนหรือแข็งและการหลงคิดนึกเรื่องในอดีตอันเป็นสาเหตุให้ทุกข์เท่านั้นเอง

ความสนุกสนานกับการกินเหล้าเมายาเป็นความสุขเพียงประเดี๋ยวเดียว ไม่ยืนนาน ไม่นานก็ดับ

ไป การมีความสุขจากการปฏิบัติธรรมยั่งยืนกว่า จัดเป็นสมบัติที่ต้องสะสมไว้ เรียกว่าอริยทรัพย์

ฉะนั้น ท่านทั้งหลายอย่าหลงไปกับการเล่นต่างๆในเทศกาลวันสำคัญ ๆ เช่นสงกรานต์เป็นต้น


ควรมาใส่ใจการทำความดีกัน ด้วยมีการให้ทาน การรักษาศีล และการเจริญภาวนากันดีกว่า ชีวิตนี้จะได้มีแต่ความร่มเย็นเป็นสุข ขอเจริญพร
---------------------------------------------------------------------
 
May 18 5:31 PM
 
คติธรรมเตือนใจให้ทำบุญ

มีพุทธภาษิตอยู่บทหนึ่งว่า ( ถ้าบุรุษหรือสตรีจะทำบุญ ควรทำบุญให้บ่อย ๆ ควรทำความพอใจในบุญนั้น เพราะการสั่งสมขึ้นซึ่งบุญ ย่อมนำสุขมาให้ )

เพราะฉะนั้น ท่านทั้งหลายอย่าได้ประมาท ควรจะรีบทำบุญกันให้มากๆ การที่เราเกิดมาได้ในชาตินี้ก็เพราะเราได้ทำบุญไว้แต่ในอดีตชาติ จึงเป็นเหตุให้เราได้เกิดมา เมื่อเราเกิดมาแล้วอย่าได้อยู่อย่างไม่ทำบุญโดยกินบุญเก่าหมดไปวันๆ พระพุทธองค์ทรงตรัสสอนให้ทำบุญไว้ดังนี้ คือ ๑.การให้ทาน ๒.การรักษาศีล ๓.การภาวนา
การให้ทานคือการให้สิ่งของแก่ผู้ยากไร้จนถึงการให้แก่ผู้ทรงศีล ซึ่งแสดงออกถึงการไม่ยึดติดในวัตถุที่ตนมี และกล้าให้ อันเป็นเหตุให้เกิดบุญ การรักษาศีล คือการงดเว้นไม่ทำสิ่งที่เป็นการเบียดเบียน มีศีล๕ เป็นต้น จัดเป็นให้อภัยทาน อันเป็นเหตุให้เกิดบุญ และการภาวนา คือการเจริญสติ คอยระลึกนึกรู้ไม่ให้จิตใจอยู่ภายใต้อกุศลจิต อกุศลธรรมอันเป็นเหตุแห่งการเกิดกิเลส หรือการยึดมั่นถือมั่น สิ่งเหล่านี้เป็นบาปไม่ควรเสพ โดยพยายามคิดนึกอยู่เสมอๆ ว่าเราจะระวังไม่ให้จิตยินดี ยินร้าย หรือพอใจ ไม่พอใจ ต่อการได้เห็นรูป การได้ยินเสียง การได้รมกลิ่น การได้ลิ้มรส การได้สัมผัส มีเย็นหรือร้อน อ่อนหรือแข็ง และระวังจิตใจในการคิดนึกในเรื่องเก่าๆที่ผ่านไปแล้ว การมีสติระลึกนึกรู้ไม่ยินดี ยินร้าย หรือพอใจ ไม่พอใจ ได้จัดเป็นจิตที่เป็นกุศลจิต หรือกุศลธรรม อันเป็นเหตุให้เกิดบุญอีกอย่างหนึ่ง ถ้าเราปฏิบัติได้อย่างนี้เราจะได้รับความสุข มีสุขชาตินี้ และสุขชาติหน้า.
------------------------------------------------------------------------------------

คติธรรมน่ารู้

กระจกใส่ วันๆปล่อยให้ฝุ่นเกาะไม่มีการทำความสะอาดคอยเช็ดคอยถู กระจกใส่นั้นย่อมมัวหมอง ฉันใด

จิต ถ้าไม่มีธรรมเป็นผ้าเช็ดทุลีคอยทำความสะอาด จิตก็ย่อมมัวหมองว้าวุ่นฉันนั้น

เพราะฉะนั้นเรามาทำความสะอาดจิตกันเถิด ด้วยการสังวรระวังอบรมจิตคือให้คิดอยู่ในใจเสมอ ๆหมายถึงอยู่กับปัจจุบัน ว่าเราจะไม่ยินดี ยินร้าย ต่อการได้เห็น การได้ยิน การได้กลิ่น การได้ลิ้มรส การได้สัมผัส เย็นหรือร้อน อ่อนหรือแข็ง และใจที่จะคอยคิดนึกถึงสัญญาเก่าๆ ฝุ่นละอองของจิตได้แก่ความยินดี ยินร้าย ความพอใจ หรือไม่พอใจ เป็นอกุศล เป็นกิเลส เป็นความยึดมั่นถือมั่นควรละเสีย เพื่อให้จิตสะอาด สว่าง สงบ
เพื่อพร้อมที่จะทำสมาธิให้เกิดได้ต่อไป ถ้าจิตมีแต่ความว้าวุ่นก็ยากที่จะทำสมาธิให้เกิดได้ นี่คืออุบายก่อนจะทำสมาธิ
การปฏิบัติธรรมะ ก็คือการทำความรู้ให้กับจิตใหม่ ด้วยการคิดใหม่ทำใหม่อยู่กับจิต ที่เรียกว่าภาวนา เพราะธรรมชาติของจิตที่ท่องเที่ยวมาหลายภพหลายชาติ สะสมความเป็นกิเลสเป็นความทรงจำ จึงต้องมานำออกไปจากจิต เพื่อให้เกิดความสะอาด สว่าง สงบ
------------------------------------------------------------------------
 
May 18 5:31 PM
 
คติธรรมเตือนชาวโลก

มีพุทธภาษิตอยู่บทหนึ่งว่า “สูทั้งหลายจงมาดูโลก อันตระการตาดุจราชรถ ที่พวกคนเขลาหมกอยู่ แต่ผู้รู้หาข้องอยู่ไม่ “

สัตว์โลก ที่เป็นทุกข์ที่ยังเดือดร้อนกันอยู่ทุกวันนี้ก็เพราะได้ทำข้องขังตัวเองให้เดือดร้อนด้วยการก่อไฟ ๓ กองให้กับตัวเองติดอยู่ ไฟที่ว่าก็คือ ไฟคือโลภะ ไฟคือโทสะ ไฟคือโมหะ สัตว์โลกยังติดข้องอยู่กับไฟ ๓ กองนี้จึงเดือดร้อนไม่มีที่สิ้นสุด ต่อเมื่อใด สัตว์โลกไม่เติมเชื้อให้กับไฟ ๓ กองนี้ ไฟ ๓ กองนี้ก็ดับลง เชื้อไฟ ๓ กองนี้ได้แก่ความยินดี ยินร้าย หรือความพอใจ ไม่พอใจ ในเมื่อได้เห็นรูป ได้ยินเสียง ได้ลมกลิ่น ได้ลิ้มรส ได้สัมผัสทางกายมีเย็นหรือร้อน อ่อนหรือแข็ง และจิตใจที่คอยคิด คอยนึกเรื่องที่ผ่านไปแล้ว ความยินดี ยินร้าย หรือความพอใจ ไม่พอใจ เป็นกิเลส เป็นความยึดมั่นถือมั่น เป็นอกุศลธรรม เป็นเหตุแห่งทุกข์ที่ก่อให้เกิดความเศร้าหมองทางจิตใจ และเป็นเชื้อไฟให้กับ ไฟโลภะ ไฟโทสะ ไฟโมหะ ลุกโชติช่วงอยู่เสมอๆในจิตใจ

เรามาดับไฟกันเถิดอย่าให้เผาจิตเผาใจของเราให้เร่าร้อนเป็นทุกข์อยู่เลย ด้วยการภาวนา คือคอยคิดคอยเห็นอยู่ในใจเสมอ ๆ ว่าเราจะระวังไม่ให้จิตใจนี้ยินดี ยินร้าย หรือพอใจ ไม่พอใจ ต่อสิ่งที่ได้เห็น สิ่งที่ได้ยิน สิ่งที่ได้กลิ่น สิ่งที่ได้ลิ้มรส สิ่งที่ได้สัมผัสทางกายมีเย็นร้อนอ่อนแข็ง และจิตใจที่คอยคิด คอยนึกเรื่องที่ผ่านไปแล้ว

เมื่อทำได้อย่างนี้ไม่ช้าจิตก็จะเกิดความสะอาด สว่าง สงบ หมดทุกข์เพราะไฟ ๓ กองนี้ และได้เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน
----------------------------------------------------------------------------



คติธรรมเตือนใจอย่าให้หลง

พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ว่า ( โลกนี้ไม่มีอะไรเลย มีแต่ทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นที่ตั้งอยู่ ทุกข์เท่านั้นที่ดับไป นอกจากทุกข์แล้วไม่มีอะไรเลย ) (โรคบางอย่างรักษาก็หาย ไม่รักษาก็หาย โรคบางอย่าง รักษาก็ไม่หาย ไม่รักษาก็ไม่หาย )

ในบทแผ่เมตาว่าไว้ว่า ( สัตว์ทั้งหลายทั้งปวงมีกรรมเป็นของๆตน มีกรรมเป็นผู้ให้ผล มีกรรมเป็นแดนเกิด มีกรรมเป็นผู้ติดตาม มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย จักทำกรรมอันใดไว้เป็นบุญหรือเป็นบาป จักต้องเป็นผู้ได้รับผลของกรรมนั้นๆสืบไป )

เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วเราต้องทำใจให้ยอมรับในผลอันเป็นวิบากของชีวิตที่เราต้องได้รับอยู่ เราจึงต้องหมั่นภาวนาอยู่เสมอๆเพื่อให้จิตใจปล่อยวางจากความยึดมั่น ถือมั่น สิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตเป็นเพียงปรากฏการของธรรมชาติ ทุกชีวิตที่เกิดมาย่อมต้องเจอะเจอ ความสูญเสียในสิ่งอันเป็นที่รัก ความเป็นผู้มีโรค ในความเป็นผู้มั่งคั่ง ในความเป็นผู้อดยาก ในความเป็นผู้ต้องพัดพรากจากกัน ในการภาวนาจะช่วยให้เรามีจิตใจที่เข้มแข็งมีขันติ คือความอดกลั้นอดทน ต่อสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตและเข้าใจในชีวิตมากขึ้น ว่าล้วนมีวิบากจัดให้เป็นไป

การภาวนาก็โดยการทำจิตคิดเห็นอยู่ในใจเสมอๆ ว่าเราจะต้องไม่ยินดี ยินร้าย หรือพอใจ ไม่พอใจ ต่อสิ่งที่ได้เห็น ต่อสิ่งที่ได้ยิน ต่อสิ่งที่ได้กลิ่น ต่อสิ่งที่ได้รับรส ต่อสิ่งที่ได้รับสัมผัส มีเย็นหรือร้อน อ่อนหรือแข็ง หรือความเจ็บไข้ และให้ระวังความคิดในจิตใจที่จะคอยยึดถือเรื่องเก่าๆที่ผ่านไปแล้วในชีวิต ที่จะเป็นสาเหตุแห่งการเกิดทุกข์ เมื่อเราภาวนาได้เช่นนี้บ่อยๆก็จะเกิด สติ รู้ขึ้นว่าสิ่งที่ได้รับรู้ทั้งหมด เป็นเพียงสักแต่ว่ารู้ สักแต่ว่าเห็น ไม่มีสัตว์ไม่มีบุคคล หรือตัวเราตัวเขา เพราะจิตไม่ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งที่รู้ ในสิ่งที่เห็น ความทุกข์ทั้งปวงก็พอจะระงับลงได้บ้าง และเมื่อภาวนาบ่อยๆเข้าจนจิตสามารถหลุดพ้นจากความยึดถือแม้สุขและทุกข์ลงได้ พระนิพพานก็อยู่ไม่ไกล.
----------------------------------------------------------------------------
 
May 17 6:25 PM
 
อารัมภ์ๆๆๆ

^^

สุขสันต์วันเกิดน๊า


^__^

Title
body
 

Purchase additional coins

You need an additional: hi5 Coins hi5 Coins

Get Coins No Thanks